Spider-Man: Homecoming – สไปเดอร์แมน โฮมคัมมิ่ง

เรื่องย่อหนัง
หนัง Spider-Man: Homecoming หรือชื่อไทยว่า สไปเดอร์แมน: โฮมคัมมิ่ง ภาพยนตร์เรื่อง Spider – Man: Homecoming เป็นหนังแยกเดี่ยวของสไปเดอร์แมนในจักรวาลมาร์เวล จะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตในโรงเรียนของเขา โดยเป็นเหตุการณ์ต่อจาก Captain America: Civil War หลังจากที่ “ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์” หรือสไปเดอร์แมนของเรา ถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างสตีฟ โรเจอร์และโทนี่ สตาร์ค ซึ่งนำไปสู่การแตกแยกของทีมอเวนเจอร์ทั้งทีม ปีเตอร์พยายามจะใช้ชีวิตแบบเด็ก ม.ปลายธรรมดาๆ ไปพร้อมกับการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในหน้ากาก แต่บอกได้เลยว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด เหมือนอย่างประโยคฮิตที่ว่า “พลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง”

ตัวอย่างหนังออนไลน์

รีวิวหนัง
Spider-Man: Homecoming – สไปเดอร์แมน โฮมคัมมิ่ง

133 min | Action/Sci-fi | Directed by Jon Watts

หนังฮีโร่เรื่องล่าสุดจากสตูดิโอยักษ์ใหญ่อย่าง Marvel Studio ที่รอบนี้ได้ 1 ในซุปเปอร์ฮีโร่ที่ดังที่สุดตลอดกาลอย่างไอ้แมงมุมสไปเดอร์แมน กลับมาทำเป็นภาพยนตร์เดี่ยวเรื่องแรก ซึ่งก็ยังไม่ถือว่าได้ลิขสิทธิ์คืนมาเสียทีเดียวเพียงแต่เป็นการเจรจากับค่าย Sony ในการทำหนังให้ออกมาเชื่อมโยงอยู่ในจักรวาลเดียวกับ MCU และสไปดี้เวอร์ชั่นที่ 3 ในโลกภาพยนตร์นี้ได้ ทอม ฮอลแลนด์ มาแสดง ซึ่งก็ได้ปรากฎตัวไปแว้บๆ แล้วใน Captain America: Cilvil War การรีบูทไอ้แมงมุมครั้งที่ 3 ในโลกภาพยนตร์นี้ทีแรกผมรู้สึกดีมากกับการมาของเขา และการประกาศหนังเดี่ยว Homecoming แต่ทว่าผมค่อนข้างมีปัญหาอย่างมากกับแนวทางการโปรโมทของ Homecoming ซึ่งคิดว่าหลายคนก็น่าจะรู้สึกเหมือนกัน คือมันจะปล่อยตัวอย่างอะไรเยอะแยะ เผยเนื้อเรื่องของหนังจนแทบจะทั้งหมด ไม่เหลืออะไรให้เดาแล้ว แถมยังโปรโมทไอรอนแมนซะอย่างกับนี่คือภาคที่ 4 ของเจ้าเตารีด เลยทำให้ความคาดหวังที่มีต่อหนังเรื่องนี้มันน้อยมาก (และใจคิดว่าจะแย่เลยแหละ) แถมตัวผกก.เองก็ไม่ได้น่าไว้ใจเท่าไหร่ เพราะ จอน วัตส์ ก็มีการกำกับแค่ไม่กี่เรื่อง ที่ผ่านตาไปก็น่าจะเป็นงานอินดี้อย่าง Cop Cars นอกนั้นก็เป็นงานฉายทีวีซะส่วนใหญ่

แต่จะบอกว่าการโปรโมทและหนังที่ออกมา มันสวนทางและหลอกดาวมากๆ ครับ เพราะสิ่งที่เราคิดมันผิดหมดเลย เพราะแท้จริงแล้ว ความทะเยอทะยานของหนังเรื่องนี้ มันไม่ได้มากอย่างที่เราคิด เพราะภาคนี้มันว่าด้วยเหตุการณ์หลังจาก Cilvil War ซึ่ง ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ในช่วงวัยรุ่นอายุ 10 กว่าๆ ผู้มี โทนี่ สตาร์ค เป็นไอดอล หลังจากเปิดตัวในสงครามใหญ่แบบนั้น เค้าก็พบว่าตัวเองเป็นได้มากกว่าคนที่คอยช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในเมืองทั่วไปแล้ว เค้าพร้อมจะทำภารกิจสำคัญมากมาย เพียงแต่ว่าโทนี่ยังมองว่าปีเตอร์ยังเด็กไปเท่านั้น ปีเตอร์หรือสไปดี้ของเราจึงพยายามทุกทาง เพื่อหาทางพิสูจน์ว่าเขาเป็นฮีโร่ได้ และเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้

ผมรักในการที่พอเอาเข้าจริงๆ แล้ว อย่างที่บอกหนังมันไม่ได้ใหญ่อะไรมาก มันให้ความรู้สึกเหมือนดูอนิเมชั่นตอนนึง (ซึ่งกลิ่นอาย mood and tone ของหนังมาในเบอร์นั้น) แต่ที่มันลึกไปกว่านั้นคือ การผันตัวมาเป็นหนัง coming of age อย่างเต็มตัว ซึ่งจุดนี้เองก็เป็นเหมือนดาบสองคมเหมือนกันครับ ข้อดีของมันคือมันพาเราไปสำรวจแง่มุมใหม่ๆ ของตัวละคร ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ หรือสไปดี้ได้ดีและน่าสนใจมาก ด้วยวัยและสภาพสังคมของตัวละครในเรื่อง เหมือนดูหนังไฮสคูลเรื่องนึง แต่ข้อเสียของมันคือจุดนี้มันเด่นมาก แต่ตัวหนังเองกลับละเลย หรือไม่ได้ให้น้ำหนักกับฉากต่อสู้เท่าไหร่ ฉากต่อสู้ในหนังเรื่องนี้จืดและธรรมดามาก ไม่น่าจดจำเท่าไหร่เลย ผมเลยรู้สึกเสียดายมาก ถ้าเน้นตรงนี้อีกนิด Spider-Man: Homecoming อาจจะกลายเป็นภาคที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้

แต่หนังเรื่องนี้มันไม่แย่จริงๆ นะครับ โอเคแหละ ไม่ปฎิเสธว่าการที่ปล่อยภาพและตัวอย่างมากมาย มันเป็นข้อเสียจริงๆ หนังคาดเดาได้ง่ายมาก แต่ก็ไม่ได้ว่าเผยหมดขนาดนั้นนะครับ ที่ผมอยากบอกคือพอมาดูจริงๆ หนังมันก็เพลิดเพลินมากๆ เพราะหนังมันอัดแน่นไปด้วยมุกตลก และตัวละครที่มีเสน่ห์หลากหลายมาก นอกจากปีเตอร์แล้วก็ยังมีป้าเมย์สุดแซ่บ เพื่อนเน็ด และเซนดาย่า นอกจากนี้ ตัวร้ายอย่างวัลเจอร์ก็ออกมาดีกว่าที่คิดมากครับ อาจจะเพราะ ไมเคิล คีตัน ค่อนข้างเล่นดีเลยทีเดียว

Spider-Man: Homecoming จึงเป็นหนังที่ผมรู้สึกกลางๆ ค่อนไปทางชอบ เพราะมันดูเพลินมาก ดูไป หัวเราะไป ตัวละครน่าจดจำ อ้อแล้วไอรอนแมนกับสตาร์คไม่ได้ออกเยอะอย่างที่คิด ดูจบแล้วเลิกแซวเลย (แหม่แต่การโปรโมทมันชวนคิดจริงอะ) ฉากแอ็คชั่นอาจจะจืดไปก็จริง แต่แฟนมาร์เวล หรือแฟนไอ้แมงมุม ผมเชื่อว่าไม่ควรพลาดกันอยู่แล้วครับ แน่นอนว่าเรื่องนี้มีฉากเอนด์เครดิต 2 ตัวนะครับ ตัวท้ายนี่ดีงามมาก ห้ามพลาดครับ!